ข้อเท็จจริงกระแสเศรษฐกิจสำหรับคนรุ่นใหม่
posted on 25 Nov 2009 02:30 by missyourkiss in Successfullife
ปัญหาและโอกาส การทำธุรกิจของตนเอง สำหรับคนรุ่นใหม่ ข้อเท็จจริงที่น่าตื่นเต้นของ 3 กระแสเศรษฐกิจ กับแนวโน้มธุรกิจในอนาคต ที่เริ่มต้นแล้วในปัจจุบัน
ปัญหาชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่
รายได้ไม่เพียงพอค่าใช้จ่าย เป็นหนี้เป็นสิน
ไม่มีเงินเก็บออม ไม่มีทรัพย์สิน
ไม่ชอบงานที่ทำ เบื่องาน
รู้สึกไม่มั่นคง ขาดหลักประกันชีวิต
ไม่มีเวลาให้ตัวเองและครอบครัว
ไม่มั่นใจในอนาคตของตนเอง
ยังไม่รู้สึกถึงความสำเร็จในชีวิตอย่างที่เคยฝัน
สถิติเป็นเรื่องจริง
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สถิติของคนถูกออกจากงานทั่วโลก เพิ่มขึ้นมากอย่างเป็นประวัติการณ์ ทั้งในระบบธุรกิจ ข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้เนื่องจากผลกระทบจากเศรษฐกิจ และระบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป คนที่ยังคงอยู่ต้องทำงาน หนักมากขึ้น แข่งขันมากขึ้น ในขณะที่มีทางเลือกกลับมีไม่มากนัก อีกจำนวนมากที่ถูกออกจากงานต้องมองหาโอกาสทดแทน
สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชน ในกรุงเทพมหานครในปี 2546 พบว่าร้อยละ 76.2 ของประชาชน มีรายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย และร้อยละ 48.3 มีหนี้สิน เฉลี่ยคนละ
200,000 บาท ในขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ประกาศฐานะ ของคนไทยปี 2545 มีรายได้เฉลี่ยประมาณเดือนละ 13,418 บาท ต่อครัวเรือน ในขณะที่หนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงถึง 83,314 บาท!!!!
รายงานจากสถาบันสถิติแรงงาน
ระบุว่า คนในวัยเกษียณเมื่ออายุ 65 ปีหลังจากผ่านช่วงเวลาการทำงาน 40 ปี
1% มีฐานะร่ำรวย
4% มีเงินเก็บมากพอเลี้ยงชีวิต
3% ยังคงต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเอง
63% ยากจน ต้องพึ่งพารัฐ ครอบครัว ญาติ มูลนิธิ
29% เสียชีวิต
มีคน เพียง 5% เท่านั้นที่มีเงินเก็บมากพอเลี้ยงชีวิตบั้นปลาย
....เราจะดำเนินชีวิตให้แตกต่างจากผู้คนส่วนใหญ่ เหล่านั้น ...ได้อย่างไร ?
ความจริงมีอยู่ว่า...............
"บุคคลที่ร่ำรวยส่วนใหญ่ ถึง 76 % เป็นเจ้าของธุรกิจ"
เขาได้เรียนรู้เคล็ดลับของความสำเร็จบางอย่างที่เราไม่เคยรู้ และเขากล้าที่จะเริ่มต้นสร้างกิจการของตนเองไม่อย่างใดก็ อย่างหนึ่งและได้รับผลตอบแทนจากธุรกิจอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เขาแตกต่างจากคนทำงานประจำ ที่ทุ่มเทสร้างความร่ำรวยให้ผู้อื่น มุ่งมั่นตื่นเข้าไปทำงาน เป็นลูกจ้างให้ดีที่สุด แล้วในที่สุดตัวเอง ไม่เหลืออะไร เช่นที่
J. Paul Getty กล่าวไว้ในหนังสือ "How To Get Rich" ว่า "กฎข้อแรกของความสำเร็จคือ คุณต้องทำธุรกิจเพื่อตัวเอง เพราะคุณไม่มีทางร่ำรวยได้ จากการทำงานให้คนอื่น"
ผลวิจัยพบว่า "96 % ของคนทำงานรุ่นใหม่มีความ ใฝ่ฝันอยากทำธุรกิจของตนเอง" แต่จริงๆ แล้วมีคนเพียงไม่ถึง 5 % เท่านั้นที่มีธุรกิจของตนเอง เพราะคิดว่าไม่มี "โอกาส" หรือรู้สึกว่ามีอุปสรรคมากมายเช่น
< ไม่มีเวลา < ไมมีเงินทุน
< ไม่มีพื้นฐานความรู้ทางธุรกิจ < กลัวการเปลี่ยนแปลงชีวิต
< กลัวล้มเหลว < ครอบครัวไม่สนับสนุน
ปัญหาหลักที่พบเห็นคือการที่เราไม่เคยถูกสอนให้เรียน หนังสือเพื่อจบออกมาเป็นเจ้าของธุรกิจ ขาดมุมมองเชิงธุรกิจ แต่กลับมองเห็นวิชาชีพที่ร่ำเรียนมาเป็นข้อจำกัด เป็นอุปสรรค ในการปรับเปลี่ยนไปทำธุรกิจของตนเอง ในขณะที่มุมมองของ ผู้ที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจโดยทั่วไป จำเป็นต้องมองหาโอกาสทาง การตลาดและแนวโน้มธุรกิจมากว่าความชำนาญเฉพาะตัวในสาขา วิชาชีพที่ร่ำเรียนมา
เพราะฉะนั้น คนส่วนใหญ่ "ได้แต่คิดอยาก" ไม่ได้เปิดโอกาส ให้ตนเองเรียนรู้วิธีทำอะไรใหม่ที่แตกต่าง ไม่กล้าทำอะไรที่แตกต่าง และไม่ได้เริ่มต้นเปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นนักโทษของงานประจำ
อยู่ต่อไป และค่อยๆ ถูกปัญหาอุปสรรคจากการใช้ชีวิตประจำวัน อันเหนื่อยยาก บนถนนสายเดิมๆ บั่นทอนความฝันและแรงบันดาลใจ ลงไปเรื่อยๆ
Robert T. Kiyosaki เขียนไว้ในหนังสือ Rich Dad, Poor Dad ว่า
ชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้.... กลัว-ไปทำงาน-รับเงินเดือน-กลัว
ข้อจริงที่น่าตื่นเต้นของโอกาสทำงานเพื่อตัวเอง
3 กระแสเศรษฐกิจ
แนวโน้มธุรกิจในอนาคตที่เริ่มต้นแล้วในปัจจุบัน
พอล เซน พิลเซอร์ (Paul Zane Pilzer) นักเศรษฐศาสตร์ เลื่องชื่อชาวอเมริกัน ที่ปรึกษาอดีตประธานาธิบดีอเมริกันถึง 2 สมัย และเป็นผู้ที่ได้ทำนายไว้ล่วงหน้าอย่างถูกต้องมาแล้วถึงปรากฎการณ์ อันน่าระทึกใจของระบบอินเตอร์เน็ตที่เข้ามามีบทบาทอย่างมหาศาล ในชีวิตประจำวันในทศวรรษที่ผ่านมา ได้กล่าวทำนายล่วงหน้าอีก ครั้งหนึ่งถึง กระแสทางเศรษฐกิจ 3 กระแส แนวโน้มทางธุรกิจที่ กำลังเริ่มต้นขึ้นในทศวรรษนี้อย่างเห็นได้ชัดเจน คือ
1. กระแสธุรกิจทำงานที่บ้าน (Home-based Business)
2. กระแสธุรกิจผ่านสื่อสารเทคโนโลยี/อินเตอร์เน็ต (E-commerce)
3. กระแสธุรกิจด้านความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness Industry)
1. กระแสธุรกิจ ทำงานที่บ้าน
Robert T. Kiyosaki กล่าวไว้หนังสือ พ่อรวยสอนลูก #2
"เงินสี่ด้าน" ถึงโอกาสการทำธุรกิจส่วนตัว 3 รูปแบบ คือ
Corporation ธุรกิจที่คุณทำ โดยลงทุนเปิดบริษัท จัดตั้งสำนักงาน และสร้างระบบขึ้นมาเอง เป็นระบบที่เราคุ้นเคยมากที่สุด ใช้เงินลงทุนจำนวนค่อนข้างมาก
Franchise ธุรกิจที่คุณทำ โดยการลงทุนซื้อระบบสำเร็จรูป จากคนอื่น เปิดเป็นร้านค้ากลางชุมชน ใช้เงินลงทุนปานกลางขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ
Network Marketing
ธุรกิจที่คุณทำ โดยการจดทะเบียนเข้าร่วมธุรกิจสำเร็จรูป เป็นระบบที่รวมธุรกิจในระบบบริษัท Corporation และ Franchise เอาไว้ด้วยกันแล้วทำให้ขนาดเล็กลง เพราะนอกจากสามารถทำเป็นธุรกิจส่วนตัวขนาดเล็กแล้ว ยังมีข้อเด่นคือได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าของ"แฟรนไชส์ส่วนตัว" ที่สามารถขยายสาขาต่อไปได้อีก การทำธุรกิจใช้เงินลงทุนเพียงเล็กน้อย
Network Marketing
คือ ระบบการทำอาชีพอิสระ/ธุรกิจส่วนตัวขนาดเล็กด้านการตลาดสำเร็จรูปแบบใหม่ ที่ได้พัฒนาเอาระบบการสื่อสารต่างๆ เช่น โทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์มือถือ สื่อโฆษณา ใบปลิว สื่อไปรษณีย์
ไดเร็คเมล์ และระบบ E-commerce ผ่านอินเตอร์เนต มาใช้เป็นเครื่องมือในการทำการตลาดอย่างเต็มรูปแบบ ผู้ทำธุรกิจสามารถทำงานจากที่บ้านของตนเอง หรือทุกแห่งอย่างมีอิสระ โดยไม่ต้อง
เดินทางไปที่ทำงานเสียเวลารถติดวันละหลายชั่วโมง ไม่ต้องมี หน้าร้าน ไม่ต้องเปิดเป็นบริษัท และไม่ต้องลงทุนตกแต่งหน้าร้าน สถานที่แต่อย่างใด เป็นระบบธุรกิจขนาดเล็กที่บ้านแบบ SOHO (Small Office Home Office) ที่ได้รับความนิยมสูงสุดอย่างหนึ่ง
ระบบธุรกิจ Network Marketing ได้รับการกล่าวขานจาก นักการตลาดชั้นนำในยุคปัจจุบัน เช่น Dr. Charlds W. King ศาสตราจารย์ด้านการตลาด มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ชิคาโก ในหนังสือชื่อ "The New Professional" Robert T. Kiyosaki ในหนังสือชุดพ่อรวยสอนลูก "The Business chool" และ Rene Reid Yarnell ในหนังสือ "The New Entrepreneurs For the 21stCentury" ว่าเป็นระบบธุรกิจ "คลื่นลูกใหม่" สำหรับนักประกอบการรุ่นใหม่ ที่จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและ ทรงพลัง และจะครองตลาดในศตวรรษที่ 21 ตามแนวโน้มของ
เศรษฐกิจใหม่ ที่ผู้คนทำงานจำนวนมากจะถูกผลักออกจาก สถานภาพลูกจ้างด้วยการลดขนาดลงขององค์กรต่างๆเพื่อลด ค่าใช้จ่าย โดยการทดแทนด้วยพลังอำนาจของระบบเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ที่สามารถทำงานได้มากกว่า แม่นยำกว่า ต้นทุน ต่ำกว่า และปัญหาน้อยกว่า
ในขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งเป็นแรงดึงดูดจากการมุ่งหา อิสรภาพของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่เริ่มเบื่อข้อจำกัดของระบบบริษัท และเริ่มไม่มั่นใจกับความมั่นคงของงานประจำ มองหาธุรกิจของตนเองที่เริ่มต้นและทำงานง่าย ทางเลือกใหม่ที่สามารถให้ความ มั่นคงทางการเงินในระยะยาวมากกว่าและก้าวหน้าอย่างยั่งยืนกว่า แรงกดดันน้อยกว่า สำหรับอิสรภาพทางเวลาและอนาคตของตนเอง และครอบครัว แม้ว่าจะต้องแลกกับความมีหน้ามีตาของตำแหน่ง หน้าที่การงานในบริษัทขนาดใหญ่ก็ตาม
ในระบบ Network Marketing กลุ่มผู้คน ทำงานในฐานะ เจ้าของธุรกิจทุกคนโดยไม่ใช่นายจ้างลูกจ้าง โดยมีบริษัทแม่เป็นแกน หลักในการจัดการภาระพื้นฐานทางธุรกิจเช่นเดียวกับระบบแฟรนไชส์ และจัดสรรผลตอบแทนตามผลงานของแต่ละคนอย่างยุติธรรมในรูป Performance based compensation คนทำธุรกิจจึงสามารถทุ่มเท พลังและใช้ศักยภาพของตนเองสูงสุด เพื่อสร้างธุรกิจที่มั่นคงและ สร้างผลตอบแทนแก่ตนเองสูงสุดอย่างไม่มีขีดจำกัดเช่นกัน นอกจากนี้ ยังสามารถถ่ายโอนเป็นมรดกให้ลูกหลานต่อไปได้ เสมือนหนึ่งการ ถือหุ้นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มและอัตราการเติบโต ต่อเนื่องตลอดเวลาอย่างไม่สิ้นสุด
แตกต่างจากระบบบริษัทที่มีการจ้างงานแบบนายจ้างลูกจ้าง การจ่ายผล ตอบแทนจะเป็นแบบตายตัว ตกลงล่วงหน้า นายจ้าง ส่วนใหญ่คาดหวังผลงานสูงสุด แต่ต้องการจ่ายเงินเดือนให้ต่ำสุดเพื่อลดทอนค่าใช้จ่าย ในขณะที่ ลูกจ้างส่วนใหญ่คาดหวังงานสบาย เงินเดือนสูง บางคนทำงานน้อยเงินเดือนสูง บางคนทำงานมาก เงินเดือนต่ำและเป็นพื้นฐานความขัดแย้งที่เป็นธรรมชาติ และบั่นทอน
ศักยภาพของผู้คนส่วนหนึ่ง
จากเดิมที่ Network Marketing เคยถูกเข้าใจว่าเป็นธุรกิจ ขายตรงแบบ Door to Door หรือเคาะประตูขายสินค้าตามบ้าน เป็นที่หวั่นเกรงของคนจำนวนมากที่ไม่ชอบงานขาย ในลักษณะที่ต้องง้อคนซื้อ หรือบังคับซื้อ รวมทั้งบางคนที่ยังไม่เข้าใจเอาไปปะปนกับ ทุรกิจแชร์ลูกโซ่ ซึ่งแท้จริงแล้วต่างกันแบบคนละขั้วเลยทีเดียวปัจจุบันรูปแบบธุรกิจ Network Marketing ได้ถูกปฏิวัติและเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบบธุรกิจยุคใหม่ที่ทรงประสิทธิภาพด้วยระบบการ สื่อสารทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่กระบวนการนำพาผลิตภัณฑ์ จากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค ดำเนิน การผ่านระบบสื่อสารเทคโนโลยีคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งได้เริ่มต้นเข้าสู่ธุรกิจของตนเองโดยการเรียนรู้ และทำความเข้าใจระบบการตลาดนี้ และนำเอานวัตกรรมสมัยใหม่ ทางเทคโนโลยีการสื่อสาร อินเตอร์เน็ตและอีคอมเมอร์ส ไดเร็คเมล์ระบบไปรษณีย์ เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจที่ทรงประสิทธิ ภาพมากยิ่งขึ้น และกว้างขวางอย่างไม่มีอาณาเขต พร้อมกับการ สร้างรายได้มหาศาลจากธุรกิจ
ข้อมูลสำรวจของประเทศสหรัฐอเมริกา
86% ของคนธุรกิจที่บ้านมีความสุขจากการทำงานของตนเอง มากกว่าการทำงานให้คนอื่น
84% แนะนำโอกาสการทำงานที่บ้านให้กับผู้อื่น
60% คิดว่าธุรกิจส่วนตัวที่บ้านให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า หรือเท่ากับที่คาดหวังไว้
20% เจ้าของธุรกิจที่บ้าน รายงานว่า ธุรกิจของเขามีรายรับ
ระหว่าง US$ 100,000 และ US$ 500,000 ในปีที่ผ่านมา
14% จ่ายเงินให้กับตัวเอง ปีละ US$ 50,000 และ US$ 250,000
มีคนเข้าสู่ธุรกิจทำงานที่บ้าน 8,000 คน/วัน หรือประมาณ 1 คน ทุก 11 วินาที
-U.S. Figures Success Magazine
กระแสระบบการทำงานที่บ้าน (Home-Based Business)
"ถ้าคุณคิดจะทำธุรกิจเองละก็ ไม่มีเวลาไหนจะเริ่มต้นได้ดีเท่ากับเวลานี้ อีกแล้วเพราะโอกาสมีไม่จำกัด โดยเฉพาะธุรกิจทำที่บ้านส่วนใหญ่ ใช้เงินลงทุนเพียงน้อยนิด คนอเมริกันทุกวันนี้เกือบ 30 ล้านคน ทำธุรกิจที่บ้านที่คอนโด หรืออพาร์ตเมนต์ของตนเองแล้ว ในขณะที่เพื่อนบ้านของคุณกำลังชื่นชม กับผลประโยชน์ที่ได้จากการทำธุรกิจที่บ้าน ทำไมคุณไม่ไปร่วมขบวน กับเขาล่ะ"
โดย บาร์บารา เวลด์แมน จากหนังสือ Starting a Home-Based Business
2. กระแสธุรกิจ ผ่านสื่อสารเทคโนโลยี / อินเตอร์เน็ต
ปรากฎการณ์ของคลื่นทางสื่อสารเทคโนโลยีและสารสนเทศ ที่ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรงรวดเร็ว และต่อเนื่องทั่วโลก เปลี่ยนแปลง ระบบทางเศรษฐกิจไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งในระบบการทำงานขอนักงาน การมีอุปกรณ์เทคโนโลยีทดแทนคน การจัดระบบฐาน ข้อมูลธุรกิจยุคใหม่ การสื่อสารที่ใช้เวลาชั่วพริบตา ระบบการจัดส่ง สินค้า และการติดตามดูแลลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่เพียงเท่านี้ ชีวิตความเป็น อยู่ของผู้คนก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย นับจาก เครื่องมือเครื่องใช้ทางเทคโน- โลยีในบ้าน ระบบการสื่อสาร โทรศัพท์มือถือ SMS คอมพิวเตอร์ขนาดพกพา ฯลฯ มีคำกล่าวว่า เทคโนโลยีวันนี้ เพียงแค่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง
บิลล์ เกตส์ แห่งไมโครซอฟท์
ได้กล่าวเฉพาะถึงระบบอินเตอร์เนตไว้ว่า "อินเตอร์เน็ตเปรียบเสมือนคลื่นน้ำที่ถาโถม เข้ามา ใครไม่เรียนรู้การว่ายน้ำจะจมน้ำตาย ใครที่ต่อต้านจะพ่ายแพ้ และโอกาสทาง ผลประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตในวันข้างหน้า จะยิ่งใหญ่กว่าที่ผมได้รับเสียอีก"
และแน่นอนที่สุด ปรากฎการณ์นี้ได้สร้างผลกระทบในเชิงบวก และลบต่อชีวิตการทำงานของผู้คน ในด้านลบ กลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่ง จะถูกผลักออกจากระบบเศรษฐกิจใหม่จากการถูกแทนที่ด้วยระบบ เทคโนโลยี ทำให้ตกงานและเกิดปัญหารายได้ค่าครองชีพ แต่ใน ขณะเดียวกันทำให้เกิดโอกาสในด้านบวก ถ้าหากทุกคนเรียนรู้และ คว้าโอกาส นี่กลับจะเป็นโอกาสที่ระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถ ให้ได้มากมายเหลือคณานับ โดยการจัดตั้งธุรกิจส่วนตัวที่มีพื้นฐาน การทำงานด้วยสื่อสารและเทคโนโลยี
บทบาทของระบบสื่อสารเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต สร้าง ประโยชน์มากมายหลายประการ โดยเฉพาะแก่ธุรกิจขนาดเล็ก มีรายงานในประเทศสหรัฐอเมริกากล่าวว่า ธุรกิจขนาดเล็กใช้เวลา เฉลี่ย 2.6 ชั่วโมงต่อวันทำธุรกิจผ่านอินเตอร์เน็ต โดยมีอัตราส่วน 34% เป็นการสื่อสารกันและกันทางอีเมล์วันละครั้ง
อาจกล่าวได้ว่า บทบาทหลักของอินเตอร์เน็ตในธุรกิจมี 4 ประการคือ
2.1 ใช้ในด้านการสื่อสาร (Communication source)
2.2 ใช้เป็นแหล่งข้อมูลธุรกิจ (Business enrichment resource)
2.3 ใช้เป็นแหล่งปฏิบัติการธุรกิจ (Business operation resource)
2.4 ใช้เป็นเครื่องมือลูกค้าสัมพันธ์ (Customer relation tool)
2.1 ใช้ในด้านการสื่อสาร (Communication source)
อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังมาก รวดเร็วชั่วพริบตา มีต้นทุนราคาที่ถูกกว่าการสื่อสารชนิดอื่นๆ รวมทั้งมีความ หลากหลายในการใช้งานทั้งภาพและเสียง มีรายงานกล่าวว่า 75% ของธุรกิจขนาดเล็กใช้อีเมล์สื่อสารกันและกันกับลูกค้า อย่างสม่ำเสมอ
2.2 ใช้เป็นแหล่งข้อมูลธุรกิจ (Business enrichment resource)
ธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐอเมริกา
80% ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งสืบค้นข้อมูลธุรกิจ, กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และคู่ค้า
65% ใช้สืบค้นธุรกิจอื่นๆ
10% ใช้เป็นศูนย์ฝึกอบรมพนักงาน (Online training)
2.3 ใช้เป็นแหล่งปฏิบัติการธุรกิจ (Business operation resource)
ใช้ในการทำการตลาดเช่น E-marketing, สื่อสารและประชา สัมพันธ์ธุรกิจเป็นแหล่งการซื้อและขายผลิตภัณฑ์หรือบริการ ซึ่งเป็น สำนักงานเสมือนที่มีต้นทุนต่ำและไม่มีข้อจำกัดของอาณาเขตนอกจากนี้ยังช่วยจัดการระบบการจ่ายเงินและบัญชีผ่านธนาคาร ทำให้กระบวนการทำงานสะดวกสบายขึ้น
2.4 ใช้เป็นเครื่องมือลูกค้าสัมพันธ์ (Customer relation tool)
กระบวนการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ถือเป็นสิ่งสำคัญ ที่ต้องกระทำอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องเพื่อรักษาลูกค้าระยะยาว สื่อสารอินเตอร์เน็ตเป็นวิธีที่ง่าย รวดเร็ว และต้นทุนต่ำ มีรายงาน จากการสำรวจว่า
60% ของธุรกิจสื่อสารติดต่อกับลูกค้าผ่านอีเมล์ทุกๆ สัปดาห์
47% ส่งจดหมายข่าวทางอีเมล์ ( e-newsletter)
กล่าวโดยทั่วไป แม้ว่าในประเทศไทย ระบบการสื่อสาร อินเตอร์เน็ตจะยังไม่ก้าวหน้าเท่าประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่แนวโน้ม การเจริญเติบเป็นคลื่นใหญ่ที่เห็นได้อย่างชัดเจน และแน่นอน เวลานี้ เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับการเริ่มต้น
3. กระแสธุรกิจ ด้านความเป็นอยู่ที่ดี
พอล เซน พิลเซอร์ กล่าวไว้ในหนังสือ "The Wellness Revolution : How to Make a Fortune in the Next Trillion Dollar Industry" ว่า กระแสของผู้คนทั่วโลกที่หันมาใส่ใจสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน สามารถ คาดการณ์ได้ว่า ธุรกิจด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี จะเป็นธุรกิจ ที่มาแรงที่สุดในช่วงทศวรรษนี้ จะมีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ สหรัฐต่อปี และจะสร้างความร่ำรวยมหาศาลแก่คนที่เข้าสู่ธุรกิจนี้องค์การอนามัยโลก ได้ประมาณการณ์ไว้ล่าสุดว่า ปัจจุบันมีพลโลกที่อ้วนมากถึง 300 ล้านคน และอาจเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ใน 20 ปีข้างหน้า สาเหตุเนื่องจากการปรับเปลี่ยนของ นิสัยการกินอยู่ วิถีชีวิต และการงาน ถือเป็นโรคภัยใหญ่ที่สุดของศตวรรษ !!!
น.ส.พ.ไทยรัฐ 7 มิถุนายน 2544
หันมามองดูปัญหาสุขภาพความเป็นอยู่ที่น่าตกใจของคนไทย 70% ของปัญหาสุขภาพ และโรคภัยไข้เจ็บไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจากภาวะโภชนาการบกพร่องทั้งในวัยเด็กและผู้ใหญ่สิ่งแวด ล้อมเป็นพิษ และภาวการณ์บีบรัดทางเศรษฐกิจ ทำให้คนไทยมี สุขภาพเสื่อมลง กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปี 2543 คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคเรื้อรังที่ไม่ใช่เชื้อโรค
อันดับที่ 1 ได้แก่ โรคมะเร็ง
อันดับที่ 2 ได้แก่ โรคหัวใจ
อันดับที่ 3 ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง
อันดับที่ 4 ได้แก่ โรคเบาหวาน
ตัวเลขของคนไทยที่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ และหลอดเลือดเฉลี่ยชั่วโมงละ 7 คน
น.ส.พ. คมชัดลึก 3 มิถุนายน 2545
ผลการสำรวจภาวะโภชนาการแห่งชาติในประเทศไทย ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ปี 2529
คนไทยมีภาวะโรคอ้วน 14.3% ปี 2538
คนไทยมีภาวะโรคอ้วน 29.9% (มีอัตราเพิ่ม 109.1%)
คาดว่าจะมีผลสำรวจในปี 2548 อีกครั้งหนึ่ง และหากประเมินจากอัตราเพิ่มที่เท่าเดิมคือ 109.1%
คนไทยจะมีภาวะโรคอ้วนถึง 62% น.ส.พ.เดลินิวส์ 16 สิงหาคม 2544
และปัญหาจากโรคอ้วนนี้เอง ไม่เฉพาะแต่เพียงจะมีผลด้าน จิตใจและความรู้สึกเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหา สุขภาพมากมายตามมาด้วยโรคเรื้อรังที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดอุดตัน โรคเบาหวาน โรค ข้อเสื่อมก่อนวัย ระบบหายใจผิดปกติ โรคไต ภูมแพ้ ฯลฯ
ปรากฎการณ์เหล่านี้ เป็นที่ตระหนัก และชักนำให้คนไทย เริ่มมาใส่ใจ ดูแลรักษาสุขภาพเพื่อมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีอายุ ยืนยาวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นในแนวทาง ป้องกัน ทั้งด้านการเลือกรับประทานอาหารปลอดสารพิษปนเปื้อน ชีวจิต อาหารสมุนไพรสำเร็จรูป และการออกกำลังกาย หรือ กิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี จึงเป็นที่ต้องการของตลาด และมีการขยายตัว ของตลาดอย่างมากในปัจจุบันนี้ เป็นการตอกย้ำคำทำนายของ
Paul Zane Pilzer ของโอกาสทางธุรกิจแนวสุขภาพความเป็นอยู่ ที่ดีที่แท้จริง และกำลังชัดเจนมากขึ้นตามลำดับ นับเป็นโอกาส แห่งความ สำเร็จอย่างสุงสุดอีกประการหนึ่งที่จะทำธุรกิจตาม แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นอุตสาห- กรรมมูลค่า 1,000,000 ล้านดอลล่าห์สหรัฐในปี 2010
บทสรุป รูปแบบการทำงานในอนาคต
ผลกระทบของกระแสเศรษฐกิจใหม่ มีพลังที่อาจสร้างความ เปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคม และมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของ ผู้คนได้มากมาย นับตั้งแต่ค่าครองชีพที่ไต่ระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สภาพแวดล้อมการทำงานที่กดดันด้วยความจำเป็นที่ต้องสร้าง ผลงานมากขึ้น ใช้เวลาทำงานแทบไม่มีวันหยุด แข่งขันกันเพื่อ ความอยู่รอดมากขึ้น ค่าใช้จ่ายต่อรายได้ที่ไม่สมดุลด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตของสังคมบริโภคมากขึ้น การแพร่กระจายการใช้ บัตรเครดิตและหนี้บัตรเครดิตที่เพิ่มขึ้น สภาพการเดินทางจราจร ที่ผลาญเวลาประจำวัน จนไม่มีเวลาให้ครอบครัว ลูก และตัวเอง คุณภาพชีวิตที่ตกต่ำลงบ่อยครั้งที่ผู้คนในสังคมเหมือนตกอยู่ใน สภาพสนามแข่งหนู ที่แทบจะไม่มีเวลาหยุดคิดถึงชีวิตของตนเอง ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจใหม่ คงไม่เฉพาะนำมาซึ่งสภาพที่ตกต่ำลงเสมอไป เราได้พบเห็น บุคคลมากมายที่มองหาหนทางและพร้อมที่จะออกจากสนามแข่งหนู บุคคลที่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตนเอง โดยอาศัยโอกาส ของเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
รูปแบบการทำงานของสภาพสังคมใหม่ดังกล่าว สอดคล้องกับแนวกระแสเศรษฐกิจใหม่ 3 กระแสที่กำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในบทบาทของอีคอมเมอร์สที่กำลังยึดครองตลาดในหรัฐอเมริกาและเริ่มหลั่งไหลเป็นลักษณะโลกาภิวัฒน์ไปทั่วโลก เป็นธุรกิจที่ ไร้พรมแดน ในประเทศไทยเอง เราเห็นรูปแบบการทำงานแบบ สำนักงานขนาดเล็ก SOHO (Small Office Home Office) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมากมายที่มีคนทำงานเป็นเจ้าของธุรกิจเพียง 1-2 คน แต่สามารถทำธุรกรรมทั่วโลก สร้างรายได้มหาศาล โดยอาศัยระบบการค้าขายบนเครือข่าย หรือธุรกรรมอินเตอร์เน็ต ในสภาพการทำงานอิสระ และด้วยนวัตกรรมความเจริญเติบโต ก้าวหน้าดังกล่าว เป็นผลต่อเนื่องที่ก่อให้เกิดกระแสธุรกิจทำงาน จากที่บ้านหรือสำนักงานขนาดเล็ก ติดตามมาอย่างมากมายหลาก หลายรูปแบบที่ช่วยให้การเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวเป็นเรื่องง่ายขึ้น และผลักดันให้กระแสธุรกิจทำงานที่บ้านเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก
กระแสเศรษฐกิจอีกกระแสหนึ่งที่กล่าวถึงข้างต้น คือกระแส ธุรกิจสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี อาจกล่าวได้ว่า สภาพสังคม แวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ที่ผ่านมาคุณภาพชีวิตของผู้คนตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งด้านมลภาวะทางอากาศ คุณภาพอาหาร การกิน เวลาการผ่อนคลายทางอารมณ์ และการออกกำลังกาย เป็นผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมามากมาย กลุ่มโรคเหล่านี้ล้วน เกิดจากสาเหตุปัญหาที่คล้ายคลึงกันและสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง นี่อาจกำลังเป็นจุดเปลี่ยนและจังหวะเวลาของสังคมที่กำลังมองหทางออก เราสามารถเห็นได้จากหลายธุรกิจที่มุ่งแนวทางด้านสุขภาพมากขึ้นทุกวัน ไม่เฉพาะแต่ด้านการรักษา พยาบาลเมื่อเกิดการเจ็บป่วย (Cure) ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าอุตสาหกรรมความเจ็บป่วย Sickness Industry แต่ตลาดที่เติบโตมากยิ่งกว่าคืออุตสาหกรรมความเป็นอยู่ที่ดี ที่เรียกว่า Wellness Industry ศัพท์ที่ได้รับการบัญญัติใหม่ เพื่อมุ่งเจาะจงถึงอุตสาหกรรมของการเฝ้าระวังดูแลสุขภาพก่อนการเจ็บป่วย อันเป็นแนวทางเพื่อ ป้องกัน (Prevention) ไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยขึ้นโดยเฉพาะ
และทั้ง 3 กระแสเศรษฐกิจดังกล่าว คือพลัง 3 ประสานที่ กำลังเชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างมีนัยสำคัญที่จะสร้างการ เปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ เป็นปรากฏการณ์ขับเคลื่อนที่รุนแรงหากมองดูในภาพรวมแล้ว โอกาสทางธุรกิจอันยิ่งใหญ่ในระยะ เวลาอันใกล้นี้ หนีไม่พ้นไปจากกรอบกระแสศรษฐกิจดังกล่าว ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง
พอล เซน พิลเซอร์ (Paul Zane Pilzer) ได้ทำนายไว้ว่า กระแสทางเศรษฐกิจทั้ง 3 กระแสนี้จะรวมเป็นหนึ่งเดียว และ เป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกครั้งหนึ่งของนักประกอบการ รุ่นใหม่ ที่รู้จักมองหาโอกาสทำธุรกิจมากกว่ายึดติดการ ทำงานตามสายวิชาชีพที่ร่ำเรียนมา จะเริ่มก้าวสู่ธุรกิจขนาดเล็กของตนเองตามกระแสเศรษฐกิจทั้ง 3 กระแสนี้
edit @ 25 Nov 2009 02:33:53 by Rena ริล