หาเงิน เงิน รวย

ปัญหาและโอกาส การทำธุรกิจของตนเอง สำหรับคนรุ่นใหม่ ข้อเท็จจริงที่น่าตื่นเต้นของ 3 กระแสเศรษฐกิจ กับแนวโน้มธุรกิจในอนาคต ที่เริ่มต้นแล้วในปัจจุบัน

ปัญหาชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่  

 รายได้ไม่เพียงพอค่าใช้จ่าย เป็นหนี้เป็นสิน

 ไม่มีเงินเก็บออม ไม่มีทรัพย์สิน

 ไม่ชอบงานที่ทำ เบื่องาน

 รู้สึกไม่มั่นคง ขาดหลักประกันชีวิต

 ไม่มีเวลาให้ตัวเองและครอบครัว

 ไม่มั่นใจในอนาคตของตนเอง

 ยังไม่รู้สึกถึงความสำเร็จในชีวิตอย่างที่เคยฝัน  

สถิติเป็นเรื่องจริง

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สถิติของคนถูกออกจากงานทั่วโลก เพิ่มขึ้นมากอย่างเป็นประวัติการณ์ ทั้งในระบบธุรกิจ ข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้เนื่องจากผลกระทบจากเศรษฐกิจ และระบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป คนที่ยังคงอยู่ต้องทำงาน หนักมากขึ้น แข่งขันมากขึ้น ในขณะที่มีทางเลือกกลับมีไม่มากนัก อีกจำนวนมากที่ถูกออกจากงานต้องมองหาโอกาสทดแทน

สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชน ในกรุงเทพมหานครในปี 2546 พบว่าร้อยละ 76.2 ของประชาชน มีรายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย และร้อยละ 48.3 มีหนี้สิน เฉลี่ยคนละ

200,000 บาท ในขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ประกาศฐานะ ของคนไทยปี 2545 มีรายได้เฉลี่ยประมาณเดือนละ 13,418 บาท ต่อครัวเรือน ในขณะที่หนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงถึง 83,314 บาท!!!!

 

รายงานจากสถาบันสถิติแรงงาน

ระบุว่า คนในวัยเกษียณเมื่ออายุ 65 ปีหลังจากผ่านช่วงเวลาการทำงาน 40 ปี
          1%   มีฐานะร่ำรวย
            4%   มีเงินเก็บมากพอเลี้ยงชีวิต
          3%   ยังคงต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเอง
          63% ยากจน ต้องพึ่งพารัฐ ครอบครัว ญาติ มูลนิธิ
             29% เสียชีวิต

 มีคน เพียง 5% เท่านั้นที่มีเงินเก็บมากพอเลี้ยงชีวิตบั้นปลาย

 ....เราจะดำเนินชีวิตให้แตกต่างจากผู้คนส่วนใหญ่ เหล่านั้น ...ได้อย่างไร ?

 ความจริงมีอยู่ว่า...............

"บุคคลที่ร่ำรวยส่วนใหญ่ ถึง 76 % เป็นเจ้าของธุรกิจ"

          เขาได้เรียนรู้เคล็ดลับของความสำเร็จบางอย่างที่เราไม่เคยรู้ และเขากล้าที่จะเริ่มต้นสร้างกิจการของตนเองไม่อย่างใดก็ อย่างหนึ่งและได้รับผลตอบแทนจากธุรกิจอย่างต่อเนื่องในระยะยาว       เขาแตกต่างจากคนทำงานประจำ ที่ทุ่มเทสร้างความร่ำรวยให้ผู้อื่น มุ่งมั่นตื่นเข้าไปทำงาน เป็นลูกจ้างให้ดีที่สุด แล้วในที่สุดตัวเอง ไม่เหลืออะไร  เช่นที่

J. Paul Getty กล่าวไว้ในหนังสือ "How To Get Rich" ว่า "กฎข้อแรกของความสำเร็จคือ คุณต้องทำธุรกิจเพื่อตัวเอง เพราะคุณไม่มีทางร่ำรวยได้ จากการทำงานให้คนอื่น

        ผลวิจัยพบว่า "96 % ของคนทำงานรุ่นใหม่มีความ ใฝ่ฝันอยากทำธุรกิจของตนเอง" แต่จริงๆ แล้วมีคนเพียงไม่ถึง 5 % เท่านั้นที่มีธุรกิจของตนเอง เพราะคิดว่าไม่มี "โอกาส"  หรือรู้สึกว่ามีอุปสรรคมากมายเช่น

 < ไม่มีเวลา                              < ไมมีเงินทุน

< ไม่มีพื้นฐานความรู้ทางธุรกิจ       < กลัวการเปลี่ยนแปลงชีวิต

< กลัวล้มเหลว                           < ครอบครัวไม่สนับสนุน

          ปัญหาหลักที่พบเห็นคือการที่เราไม่เคยถูกสอนให้เรียน หนังสือเพื่อจบออกมาเป็นเจ้าของธุรกิจ ขาดมุมมองเชิงธุรกิจ แต่กลับมองเห็นวิชาชีพที่ร่ำเรียนมาเป็นข้อจำกัด เป็นอุปสรรค ในการปรับเปลี่ยนไปทำธุรกิจของตนเอง ในขณะที่มุมมองของ ผู้ที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจโดยทั่วไป จำเป็นต้องมองหาโอกาสทาง การตลาดและแนวโน้มธุรกิจมากว่าความชำนาญเฉพาะตัวในสาขา วิชาชีพที่ร่ำเรียนมา

เพราะฉะนั้น คนส่วนใหญ่ "ได้แต่คิดอยาก" ไม่ได้เปิดโอกาส ให้ตนเองเรียนรู้วิธีทำอะไรใหม่ที่แตกต่าง ไม่กล้าทำอะไรที่แตกต่าง และไม่ได้เริ่มต้นเปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นนักโทษของงานประจำ

อยู่ต่อไป และค่อยๆ ถูกปัญหาอุปสรรคจากการใช้ชีวิตประจำวัน อันเหนื่อยยาก บนถนนสายเดิมๆ บั่นทอนความฝันและแรงบันดาลใจ ลงไปเรื่อยๆ  

Robert T. Kiyosaki เขียนไว้ในหนังสือ Rich Dad, Poor Dad ว่า

ชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้.... กลัว-ไปทำงาน-รับเงินเดือน-กลัว

 ข้อจริงที่น่าตื่นเต้นของโอกาสทำงานเพื่อตัวเอง

3 กระแสเศรษฐกิจ

แนวโน้มธุรกิจในอนาคตที่เริ่มต้นแล้วในปัจจุบัน

          พอล เซน พิลเซอร์ (Paul Zane Pilzer) นักเศรษฐศาสตร์ เลื่องชื่อชาวอเมริกัน ที่ปรึกษาอดีตประธานาธิบดีอเมริกันถึง 2 สมัย และเป็นผู้ที่ได้ทำนายไว้ล่วงหน้าอย่างถูกต้องมาแล้วถึงปรากฎการณ์ อันน่าระทึกใจของระบบอินเตอร์เน็ตที่เข้ามามีบทบาทอย่างมหาศาล ในชีวิตประจำวันในทศวรรษที่ผ่านมา ได้กล่าวทำนายล่วงหน้าอีก ครั้งหนึ่งถึง กระแสทางเศรษฐกิจ 3 กระแส แนวโน้มทางธุรกิจที่ กำลังเริ่มต้นขึ้นในทศวรรษนี้อย่างเห็นได้ชัดเจน คือ

 1.  กระแสธุรกิจทำงานที่บ้าน (Home-based Business)

 2.  กระแสธุรกิจผ่านสื่อสารเทคโนโลยี/อินเตอร์เน็ต (E-commerce)

 3.  กระแสธุรกิจด้านความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness Industry)

 1. กระแสธุรกิจ ทำงานที่บ้าน

Robert T. Kiyosaki กล่าวไว้หนังสือ พ่อรวยสอนลูก #2

"เงินสี่ด้าน" ถึงโอกาสการทำธุรกิจส่วนตัว 3 รูปแบบ คือ

  Corporation            ธุรกิจที่คุณทำ โดยลงทุนเปิดบริษัท         จัดตั้งสำนักงาน และสร้างระบบขึ้นมาเอง    เป็นระบบที่เราคุ้นเคยมากที่สุด        ใช้เงินลงทุนจำนวนค่อนข้างมาก

    Franchise           ธุรกิจที่คุณทำ โดยการลงทุนซื้อระบบสำเร็จรูป      จากคนอื่น เปิดเป็นร้านค้ากลางชุมชน        ใช้เงินลงทุนปานกลางขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ

  Network Marketing

          ธุรกิจที่คุณทำ โดยการจดทะเบียนเข้าร่วมธุรกิจสำเร็จรูป เป็นระบบที่รวมธุรกิจในระบบบริษัท Corporation และ    Franchise เอาไว้ด้วยกันแล้วทำให้ขนาดเล็กลง    เพราะนอกจากสามารถทำเป็นธุรกิจส่วนตัวขนาดเล็กแล้ว    ยังมีข้อเด่นคือได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าของ"แฟรนไชส์ส่วนตัว" ที่สามารถขยายสาขาต่อไปได้อีก      การทำธุรกิจใช้เงินลงทุนเพียงเล็กน้อย  

Network Marketing 

          คือ ระบบการทำอาชีพอิสระ/ธุรกิจส่วนตัวขนาดเล็กด้านการตลาดสำเร็จรูปแบบใหม่ ที่ได้พัฒนาเอาระบบการสื่อสารต่างๆ เช่น โทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์มือถือ สื่อโฆษณา ใบปลิว สื่อไปรษณีย์

ไดเร็คเมล์ และระบบ E-commerce ผ่านอินเตอร์เนต มาใช้เป็นเครื่องมือในการทำการตลาดอย่างเต็มรูปแบบ ผู้ทำธุรกิจสามารถทำงานจากที่บ้านของตนเอง หรือทุกแห่งอย่างมีอิสระ โดยไม่ต้อง

เดินทางไปที่ทำงานเสียเวลารถติดวันละหลายชั่วโมง ไม่ต้องมี หน้าร้าน ไม่ต้องเปิดเป็นบริษัท และไม่ต้องลงทุนตกแต่งหน้าร้าน สถานที่แต่อย่างใด เป็นระบบธุรกิจขนาดเล็กที่บ้านแบบ SOHO (Small Office Home Office) ที่ได้รับความนิยมสูงสุดอย่างหนึ่ง

          ระบบธุรกิจ Network Marketing ได้รับการกล่าวขานจาก นักการตลาดชั้นนำในยุคปัจจุบัน เช่น  Dr. Charlds W. King ศาสตราจารย์ด้านการตลาด มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ชิคาโก ในหนังสือชื่อ "The New Professional"  Robert T. Kiyosaki ในหนังสือชุดพ่อรวยสอนลูก "The Business chool" และ Rene Reid Yarnell ในหนังสือ "The New Entrepreneurs For the 21stCentury" ว่าเป็นระบบธุรกิจ "คลื่นลูกใหม่"  สำหรับนักประกอบการรุ่นใหม่ ที่จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและ ทรงพลัง และจะครองตลาดในศตวรรษที่ 21 ตามแนวโน้มของ

เศรษฐกิจใหม่ ที่ผู้คนทำงานจำนวนมากจะถูกผลักออกจาก  สถานภาพลูกจ้างด้วยการลดขนาดลงขององค์กรต่างๆเพื่อลด ค่าใช้จ่าย โดยการทดแทนด้วยพลังอำนาจของระบบเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ที่สามารถทำงานได้มากกว่า แม่นยำกว่า ต้นทุน ต่ำกว่า และปัญหาน้อยกว่า

 

ในขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งเป็นแรงดึงดูดจากการมุ่งหา อิสรภาพของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่เริ่มเบื่อข้อจำกัดของระบบบริษัท และเริ่มไม่มั่นใจกับความมั่นคงของงานประจำ มองหาธุรกิจของตนเองที่เริ่มต้นและทำงานง่าย ทางเลือกใหม่ที่สามารถให้ความ มั่นคงทางการเงินในระยะยาวมากกว่าและก้าวหน้าอย่างยั่งยืนกว่า แรงกดดันน้อยกว่า สำหรับอิสรภาพทางเวลาและอนาคตของตนเอง และครอบครัว แม้ว่าจะต้องแลกกับความมีหน้ามีตาของตำแหน่ง หน้าที่การงานในบริษัทขนาดใหญ่ก็ตาม

  ในระบบ Network Marketing กลุ่มผู้คน ทำงานในฐานะ เจ้าของธุรกิจทุกคนโดยไม่ใช่นายจ้างลูกจ้าง โดยมีบริษัทแม่เป็นแกน หลักในการจัดการภาระพื้นฐานทางธุรกิจเช่นเดียวกับระบบแฟรนไชส์ และจัดสรรผลตอบแทนตามผลงานของแต่ละคนอย่างยุติธรรมในรูป Performance based compensation คนทำธุรกิจจึงสามารถทุ่มเท พลังและใช้ศักยภาพของตนเองสูงสุด เพื่อสร้างธุรกิจที่มั่นคงและ สร้างผลตอบแทนแก่ตนเองสูงสุดอย่างไม่มีขีดจำกัดเช่นกัน นอกจากนี้ ยังสามารถถ่ายโอนเป็นมรดกให้ลูกหลานต่อไปได้ เสมือนหนึ่งการ ถือหุ้นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มและอัตราการเติบโต ต่อเนื่องตลอดเวลาอย่างไม่สิ้นสุด 

แตกต่างจากระบบบริษัทที่มีการจ้างงานแบบนายจ้างลูกจ้าง การจ่ายผล ตอบแทนจะเป็นแบบตายตัว ตกลงล่วงหน้า นายจ้าง ส่วนใหญ่คาดหวังผลงานสูงสุด แต่ต้องการจ่ายเงินเดือนให้ต่ำสุดเพื่อลดทอนค่าใช้จ่าย ในขณะที่ ลูกจ้างส่วนใหญ่คาดหวังงานสบาย เงินเดือนสูง บางคนทำงานน้อยเงินเดือนสูง บางคนทำงานมาก เงินเดือนต่ำและเป็นพื้นฐานความขัดแย้งที่เป็นธรรมชาติ และบั่นทอน

ศักยภาพของผู้คนส่วนหนึ่ง

   จากเดิมที่ Network Marketing เคยถูกเข้าใจว่าเป็นธุรกิจ ขายตรงแบบ Door to Door หรือเคาะประตูขายสินค้าตามบ้าน เป็นที่หวั่นเกรงของคนจำนวนมากที่ไม่ชอบงานขาย ในลักษณะที่ต้องง้อคนซื้อ หรือบังคับซื้อ รวมทั้งบางคนที่ยังไม่เข้าใจเอาไปปะปนกับ ทุรกิจแชร์ลูกโซ่ ซึ่งแท้จริงแล้วต่างกันแบบคนละขั้วเลยทีเดียวปัจจุบันรูปแบบธุรกิจ Network Marketing ได้ถูกปฏิวัติและเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบบธุรกิจยุคใหม่ที่ทรงประสิทธิภาพด้วยระบบการ สื่อสารทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่กระบวนการนำพาผลิตภัณฑ์ จากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค ดำเนิน การผ่านระบบสื่อสารเทคโนโลยีคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งได้เริ่มต้นเข้าสู่ธุรกิจของตนเองโดยการเรียนรู้ และทำความเข้าใจระบบการตลาดนี้ และนำเอานวัตกรรมสมัยใหม่ ทางเทคโนโลยีการสื่อสาร อินเตอร์เน็ตและอีคอมเมอร์ส ไดเร็คเมล์ระบบไปรษณีย์ เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจที่ทรงประสิทธิ ภาพมากยิ่งขึ้น และกว้างขวางอย่างไม่มีอาณาเขต พร้อมกับการ สร้างรายได้มหาศาลจากธุรกิจ  

ข้อมูลสำรวจของประเทศสหรัฐอเมริกา

     86%   ของคนธุรกิจที่บ้านมีความสุขจากการทำงานของตนเอง     มากกว่าการทำงานให้คนอื่น       

      84%   แนะนำโอกาสการทำงานที่บ้านให้กับผู้อื่น

     60%   คิดว่าธุรกิจส่วนตัวที่บ้านให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า               หรือเท่ากับที่คาดหวังไว้

     20%   เจ้าของธุรกิจที่บ้าน รายงานว่า ธุรกิจของเขามีรายรับ

              ระหว่าง US$ 100,000 และ US$ 500,000 ในปีที่ผ่านมา

     14%   จ่ายเงินให้กับตัวเอง ปีละ US$ 50,000 และ US$ 250,000

 มีคนเข้าสู่ธุรกิจทำงานที่บ้าน 8,000 คน/วัน หรือประมาณ 1 คน ทุก 11 วินาที                                                   

         -U.S. Figures Success Magazine

 กระแสระบบการทำงานที่บ้าน (Home-Based Business)

"ถ้าคุณคิดจะทำธุรกิจเองละก็ ไม่มีเวลาไหนจะเริ่มต้นได้ดีเท่ากับเวลานี้ อีกแล้วเพราะโอกาสมีไม่จำกัด โดยเฉพาะธุรกิจทำที่บ้านส่วนใหญ่ ใช้เงินลงทุนเพียงน้อยนิด คนอเมริกันทุกวันนี้เกือบ 30 ล้านคน ทำธุรกิจที่บ้านที่คอนโด หรืออพาร์ตเมนต์ของตนเองแล้ว ในขณะที่เพื่อนบ้านของคุณกำลังชื่นชม กับผลประโยชน์ที่ได้จากการทำธุรกิจที่บ้าน ทำไมคุณไม่ไปร่วมขบวน กับเขาล่ะ"

                        โดย บาร์บารา เวลด์แมน  จากหนังสือ Starting a Home-Based Business

 2. กระแสธุรกิจ ผ่านสื่อสารเทคโนโลยี / อินเตอร์เน็ต

         ปรากฎการณ์ของคลื่นทางสื่อสารเทคโนโลยีและสารสนเทศ ที่ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรงรวดเร็ว และต่อเนื่องทั่วโลก เปลี่ยนแปลง ระบบทางเศรษฐกิจไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งในระบบการทำงานขอนักงาน การมีอุปกรณ์เทคโนโลยีทดแทนคน การจัดระบบฐาน ข้อมูลธุรกิจยุคใหม่ การสื่อสารที่ใช้เวลาชั่วพริบตา ระบบการจัดส่ง สินค้า และการติดตามดูแลลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่เพียงเท่านี้ ชีวิตความเป็น อยู่ของผู้คนก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย นับจาก เครื่องมือเครื่องใช้ทางเทคโน- โลยีในบ้าน ระบบการสื่อสาร โทรศัพท์มือถือ SMS คอมพิวเตอร์ขนาดพกพา ฯลฯ มีคำกล่าวว่า เทคโนโลยีวันนี้ เพียงแค่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง

 บิลล์ เกตส์ แห่งไมโครซอฟท์

ได้กล่าวเฉพาะถึงระบบอินเตอร์เนตไว้ว่า "อินเตอร์เน็ตเปรียบเสมือนคลื่นน้ำที่ถาโถม เข้ามา ใครไม่เรียนรู้การว่ายน้ำจะจมน้ำตาย ใครที่ต่อต้านจะพ่ายแพ้ และโอกาสทาง ผลประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตในวันข้างหน้า จะยิ่งใหญ่กว่าที่ผมได้รับเสียอีก" 

         และแน่นอนที่สุด ปรากฎการณ์นี้ได้สร้างผลกระทบในเชิงบวก และลบต่อชีวิตการทำงานของผู้คน ในด้านลบ กลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่ง จะถูกผลักออกจากระบบเศรษฐกิจใหม่จากการถูกแทนที่ด้วยระบบ เทคโนโลยี ทำให้ตกงานและเกิดปัญหารายได้ค่าครองชีพ แต่ใน ขณะเดียวกันทำให้เกิดโอกาสในด้านบวก ถ้าหากทุกคนเรียนรู้และ คว้าโอกาส นี่กลับจะเป็นโอกาสที่ระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถ ให้ได้มากมายเหลือคณานับ โดยการจัดตั้งธุรกิจส่วนตัวที่มีพื้นฐาน การทำงานด้วยสื่อสารและเทคโนโลยี

          บทบาทของระบบสื่อสารเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต สร้าง ประโยชน์มากมายหลายประการ โดยเฉพาะแก่ธุรกิจขนาดเล็ก มีรายงานในประเทศสหรัฐอเมริกากล่าวว่า ธุรกิจขนาดเล็กใช้เวลา เฉลี่ย 2.6 ชั่วโมงต่อวันทำธุรกิจผ่านอินเตอร์เน็ต โดยมีอัตราส่วน 34% เป็นการสื่อสารกันและกันทางอีเมล์วันละครั้ง

          อาจกล่าวได้ว่า บทบาทหลักของอินเตอร์เน็ตในธุรกิจมี 4 ประการคือ  

2.1  ใช้ในด้านการสื่อสาร (Communication source)

2.2  ใช้เป็นแหล่งข้อมูลธุรกิจ (Business enrichment resource)

2.3  ใช้เป็นแหล่งปฏิบัติการธุรกิจ (Business operation resource)

2.4  ใช้เป็นเครื่องมือลูกค้าสัมพันธ์ (Customer relation tool)

 2.1 ใช้ในด้านการสื่อสาร (Communication source)

อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังมาก รวดเร็วชั่วพริบตา มีต้นทุนราคาที่ถูกกว่าการสื่อสารชนิดอื่นๆ รวมทั้งมีความ หลากหลายในการใช้งานทั้งภาพและเสียง มีรายงานกล่าวว่า 75% ของธุรกิจขนาดเล็กใช้อีเมล์สื่อสารกันและกันกับลูกค้า อย่างสม่ำเสมอ

2.2 ใช้เป็นแหล่งข้อมูลธุรกิจ (Business enrichment resource)

          ธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐอเมริกา

80% ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งสืบค้นข้อมูลธุรกิจ,  กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และคู่ค้า

65% ใช้สืบค้นธุรกิจอื่นๆ

10% ใช้เป็นศูนย์ฝึกอบรมพนักงาน (Online training)

 2.3 ใช้เป็นแหล่งปฏิบัติการธุรกิจ (Business operation resource)

ใช้ในการทำการตลาดเช่น E-marketing, สื่อสารและประชา สัมพันธ์ธุรกิจเป็นแหล่งการซื้อและขายผลิตภัณฑ์หรือบริการ ซึ่งเป็น สำนักงานเสมือนที่มีต้นทุนต่ำและไม่มีข้อจำกัดของอาณาเขตนอกจากนี้ยังช่วยจัดการระบบการจ่ายเงินและบัญชีผ่านธนาคาร ทำให้กระบวนการทำงานสะดวกสบายขึ้น

 2.4 ใช้เป็นเครื่องมือลูกค้าสัมพันธ์ (Customer relation tool)

กระบวนการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ถือเป็นสิ่งสำคัญ ที่ต้องกระทำอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องเพื่อรักษาลูกค้าระยะยาว  สื่อสารอินเตอร์เน็ตเป็นวิธีที่ง่าย รวดเร็ว และต้นทุนต่ำ มีรายงาน จากการสำรวจว่า       

              60%  ของธุรกิจสื่อสารติดต่อกับลูกค้าผ่านอีเมล์ทุกๆ สัปดาห์

                47%  ส่งจดหมายข่าวทางอีเมล์ ( e-newsletter)

 กล่าวโดยทั่วไป แม้ว่าในประเทศไทย ระบบการสื่อสาร อินเตอร์เน็ตจะยังไม่ก้าวหน้าเท่าประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่แนวโน้ม การเจริญเติบเป็นคลื่นใหญ่ที่เห็นได้อย่างชัดเจน และแน่นอน เวลานี้ เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับการเริ่มต้น  

 3. กระแสธุรกิจ ด้านความเป็นอยู่ที่ดี

         พอล เซน พิลเซอร์ กล่าวไว้ในหนังสือ "The Wellness Revolution : How to Make a Fortune in the Next Trillion Dollar Industry" ว่า กระแสของผู้คนทั่วโลกที่หันมาใส่ใจสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน สามารถ คาดการณ์ได้ว่า ธุรกิจด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี จะเป็นธุรกิจ ที่มาแรงที่สุดในช่วงทศวรรษนี้ จะมีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ สหรัฐต่อปี และจะสร้างความร่ำรวยมหาศาลแก่คนที่เข้าสู่ธุรกิจนี้องค์การอนามัยโลก ได้ประมาณการณ์ไว้ล่าสุดว่า ปัจจุบันมีพลโลกที่อ้วนมากถึง 300 ล้านคน และอาจเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ใน 20 ปีข้างหน้า สาเหตุเนื่องจากการปรับเปลี่ยนของ นิสัยการกินอยู่ วิถีชีวิต และการงาน ถือเป็นโรคภัยใหญ่ที่สุดของศตวรรษ !!!             

 น.ส.พ.ไทยรัฐ  7 มิถุนายน 2544

หันมามองดูปัญหาสุขภาพความเป็นอยู่ที่น่าตกใจของคนไทย 70% ของปัญหาสุขภาพ และโรคภัยไข้เจ็บไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจากภาวะโภชนาการบกพร่องทั้งในวัยเด็กและผู้ใหญ่สิ่งแวด ล้อมเป็นพิษ และภาวการณ์บีบรัดทางเศรษฐกิจ ทำให้คนไทยมี สุขภาพเสื่อมลง กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปี 2543 คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคเรื้อรังที่ไม่ใช่เชื้อโรค

อันดับที่ 1 ได้แก่ โรคมะเร็ง

อันดับที่ 2 ได้แก่ โรคหัวใจ

อันดับที่ 3 ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง

อันดับที่ 4 ได้แก่ โรคเบาหวาน

 ตัวเลขของคนไทยที่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ และหลอดเลือดเฉลี่ยชั่วโมงละ 7 คน

       น.ส.พ. คมชัดลึก 3 มิถุนายน 2545

 

 ผลการสำรวจภาวะโภชนาการแห่งชาติในประเทศไทย ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ปี 2529

คนไทยมีภาวะโรคอ้วน 14.3% ปี 2538

คนไทยมีภาวะโรคอ้วน 29.9%    (มีอัตราเพิ่ม 109.1%)

คาดว่าจะมีผลสำรวจในปี 2548 อีกครั้งหนึ่ง  และหากประเมินจากอัตราเพิ่มที่เท่าเดิมคือ 109.1%

คนไทยจะมีภาวะโรคอ้วนถึง 62%   น.ส.พ.เดลินิวส์ 16 สิงหาคม 2544

          และปัญหาจากโรคอ้วนนี้เอง ไม่เฉพาะแต่เพียงจะมีผลด้าน จิตใจและความรู้สึกเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหา สุขภาพมากมายตามมาด้วยโรคเรื้อรังที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดอุดตัน โรคเบาหวาน โรค ข้อเสื่อมก่อนวัย ระบบหายใจผิดปกติ โรคไต ภูมแพ้ ฯลฯ

          ปรากฎการณ์เหล่านี้ เป็นที่ตระหนัก และชักนำให้คนไทย เริ่มมาใส่ใจ ดูแลรักษาสุขภาพเพื่อมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีอายุ ยืนยาวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นในแนวทาง ป้องกัน ทั้งด้านการเลือกรับประทานอาหารปลอดสารพิษปนเปื้อน ชีวจิต อาหารสมุนไพรสำเร็จรูป และการออกกำลังกาย หรือ กิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี จึงเป็นที่ต้องการของตลาด และมีการขยายตัว ของตลาดอย่างมากในปัจจุบันนี้ เป็นการตอกย้ำคำทำนายของ

Paul Zane Pilzer ของโอกาสทางธุรกิจแนวสุขภาพความเป็นอยู่ ที่ดีที่แท้จริง และกำลังชัดเจนมากขึ้นตามลำดับ นับเป็นโอกาส แห่งความ สำเร็จอย่างสุงสุดอีกประการหนึ่งที่จะทำธุรกิจตาม แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นอุตสาห- กรรมมูลค่า 1,000,000 ล้านดอลล่าห์สหรัฐในปี 2010

บทสรุป รูปแบบการทำงานในอนาคต

         ผลกระทบของกระแสเศรษฐกิจใหม่ มีพลังที่อาจสร้างความ เปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคม และมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของ ผู้คนได้มากมาย นับตั้งแต่ค่าครองชีพที่ไต่ระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สภาพแวดล้อมการทำงานที่กดดันด้วยความจำเป็นที่ต้องสร้าง ผลงานมากขึ้น ใช้เวลาทำงานแทบไม่มีวันหยุด แข่งขันกันเพื่อ ความอยู่รอดมากขึ้น ค่าใช้จ่ายต่อรายได้ที่ไม่สมดุลด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตของสังคมบริโภคมากขึ้น การแพร่กระจายการใช้ บัตรเครดิตและหนี้บัตรเครดิตที่เพิ่มขึ้น สภาพการเดินทางจราจร ที่ผลาญเวลาประจำวัน จนไม่มีเวลาให้ครอบครัว ลูก และตัวเอง คุณภาพชีวิตที่ตกต่ำลงบ่อยครั้งที่ผู้คนในสังคมเหมือนตกอยู่ใน สภาพสนามแข่งหนู ที่แทบจะไม่มีเวลาหยุดคิดถึงชีวิตของตนเอง ในอนาคต

          อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจใหม่ คงไม่เฉพาะนำมาซึ่งสภาพที่ตกต่ำลงเสมอไป เราได้พบเห็น บุคคลมากมายที่มองหาหนทางและพร้อมที่จะออกจากสนามแข่งหนู บุคคลที่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตนเอง โดยอาศัยโอกาส ของเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

          รูปแบบการทำงานของสภาพสังคมใหม่ดังกล่าว สอดคล้องกับแนวกระแสเศรษฐกิจใหม่ 3 กระแสที่กำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในบทบาทของอีคอมเมอร์สที่กำลังยึดครองตลาดในหรัฐอเมริกาและเริ่มหลั่งไหลเป็นลักษณะโลกาภิวัฒน์ไปทั่วโลก เป็นธุรกิจที่ ไร้พรมแดน ในประเทศไทยเอง เราเห็นรูปแบบการทำงานแบบ สำนักงานขนาดเล็ก SOHO (Small Office Home Office) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมากมายที่มีคนทำงานเป็นเจ้าของธุรกิจเพียง 1-2 คน แต่สามารถทำธุรกรรมทั่วโลก สร้างรายได้มหาศาล โดยอาศัยระบบการค้าขายบนเครือข่าย หรือธุรกรรมอินเตอร์เน็ต ในสภาพการทำงานอิสระ และด้วยนวัตกรรมความเจริญเติบโต ก้าวหน้าดังกล่าว เป็นผลต่อเนื่องที่ก่อให้เกิดกระแสธุรกิจทำงาน จากที่บ้านหรือสำนักงานขนาดเล็ก ติดตามมาอย่างมากมายหลาก หลายรูปแบบที่ช่วยให้การเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวเป็นเรื่องง่ายขึ้น และผลักดันให้กระแสธุรกิจทำงานที่บ้านเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก

กระแสเศรษฐกิจอีกกระแสหนึ่งที่กล่าวถึงข้างต้น คือกระแส ธุรกิจสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี อาจกล่าวได้ว่า สภาพสังคม แวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ที่ผ่านมาคุณภาพชีวิตของผู้คนตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งด้านมลภาวะทางอากาศ คุณภาพอาหาร การกิน เวลาการผ่อนคลายทางอารมณ์ และการออกกำลังกาย เป็นผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมามากมาย กลุ่มโรคเหล่านี้ล้วน เกิดจากสาเหตุปัญหาที่คล้ายคลึงกันและสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง นี่อาจกำลังเป็นจุดเปลี่ยนและจังหวะเวลาของสังคมที่กำลังมองหทางออก เราสามารถเห็นได้จากหลายธุรกิจที่มุ่งแนวทางด้านสุขภาพมากขึ้นทุกวัน ไม่เฉพาะแต่ด้านการรักษา พยาบาลเมื่อเกิดการเจ็บป่วย (Cure) ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าอุตสาหกรรมความเจ็บป่วย Sickness Industry แต่ตลาดที่เติบโตมากยิ่งกว่าคืออุตสาหกรรมความเป็นอยู่ที่ดี ที่เรียกว่า Wellness Industry ศัพท์ที่ได้รับการบัญญัติใหม่ เพื่อมุ่งเจาะจงถึงอุตสาหกรรมของการเฝ้าระวังดูแลสุขภาพก่อนการเจ็บป่วย อันเป็นแนวทางเพื่อ ป้องกัน (Prevention) ไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยขึ้นโดยเฉพาะ

และทั้ง 3 กระแสเศรษฐกิจดังกล่าว คือพลัง 3 ประสานที่ กำลังเชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างมีนัยสำคัญที่จะสร้างการ เปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ เป็นปรากฏการณ์ขับเคลื่อนที่รุนแรงหากมองดูในภาพรวมแล้ว โอกาสทางธุรกิจอันยิ่งใหญ่ในระยะ เวลาอันใกล้นี้ หนีไม่พ้นไปจากกรอบกระแสศรษฐกิจดังกล่าว ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง

          พอล เซน พิลเซอร์ (Paul Zane Pilzer) ได้ทำนายไว้ว่า กระแสทางเศรษฐกิจทั้ง 3 กระแสนี้จะรวมเป็นหนึ่งเดียว และ เป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกครั้งหนึ่งของนักประกอบการ รุ่นใหม่ ที่รู้จักมองหาโอกาสทำธุรกิจมากกว่ายึดติดการ ทำงานตามสายวิชาชีพที่ร่ำเรียนมา จะเริ่มก้าวสู่ธุรกิจขนาดเล็กของตนเองตามกระแสเศรษฐกิจทั้ง 3 กระแสนี้

 

 

edit @ 25 Nov 2009 02:33:53 by Rena ริล

สปา ธุรกิจ  MLM

ความแตกต่างระหว่างธุรกิจเครือข่าย (MLM) กับแชร์ลูกโซ่ ธุรกิจการตลาดขายตรงแบบหลายชั้น (Multi-Level Marketing หรือ MLM) คือช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าช่องทางหนึ่งในการตลาด และการขายเท่านั้นเอง เพียงแต่มีลักษณะเฉพาะตัวเองบางอย่างที่แตกต่างออกไปบ้างจากธุรกิจประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังของผู้จำหน่าย หรือที่เรียกว่า มนุษย์ MLM” ซึ่งมหัศจรรย์มาก พวกเขาไม่ใช่ลูกจ้าง พวกเขาไม่มีเงินเดือน พวกเขาไม่มีนาย พวกเขาไม่มีลูกน้อง ไม่มีใครสั่งให้เขาทำงาน แต่พวกเขาและกลุ่มในธุรกิจของเขาต่างก้มหน้าก้มตากันทำงานอย่างขยันขันแข็ง ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน กอดเกี่ยวกันไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน เป็นเครือข่ายใหญ่บ้างเล็กบ้าง จึงมีผู้เรียกธุรกิจ MLM นี้อีกอย่างหนึ่งว่าธุรกิจการตลาดแบบเครือข่าย
                ทัศนคติต่อการทำธุรกิจ MLM เป็นของตัวท่านเอง ความนึกคิดและความรู้สึกของท่านจะสะท้อนออกมาในผลงาน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวท่านเอง ไม่มีบุคคลอื่นใด มิได้ขึ้นอยู่กับการศึกษาที่สูงกว่า หรือได้รับมรดกมาจากเครือญาติ หรืออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ดีกว่า หรือแม้กระทั่งเกิดมาด้วยความสามารถเฉพาะตัวที่ได้เปรียบกว่า หรือที่เราเรียกว่าอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจที่ดีกว่า ไม่มีใครที่จะมามีโอกาสมากกว่าท่านในการที่จะประสบความสำเร็จ เพราะธุรกิจ MLMทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันทุกประการ   ธุรกิจMLM ความสำเร็จเกิดจากความสามารถในการบริหารความอิสระ และความรับผิดชอบ ในธุรกิจนี้ทุกคนต้องบริหารเวลา โดยมีพื้นฐานที่เท่าเทียมกันคือวันละ24ชั่วโมงเหมือนกัน
             ในธุรกิจ MLM ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ การขายระบบเครือข่ายไม่ใช่การรวยทางลัด หรือการรวยข้ามคืน ผู้ที่ร่ำรวยในธุรกิจนี้ส่วนใหญ่ คือผู้ที่ค่อยๆเติบโตในธุรกิจโดยความเพียรพยายามที่สม่ำเสมอ และต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควร ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้เท่าเทียมกัน ในการที่จะทำรายได้สูงสุดโดยไม่มีขีดจำกัดซึ่งเป็นการทำงานให้ตัวเองด้วยตนเองอย่างจริงจัง การขายระบบเครือข่ายไม่ใช่ความสัมพันธ์ระบบลูกจ้างนายจ้าง แต่ท่านกำลังทำงานร่วมกับบริษัท ความสำเร็จของบริษัทขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวแทนจำหน่ายอิสระ และความสำเร็จของตัวแทนจำหน่ายอิสระก็ขึ้นอยู่กับการทำงานเป็นทีม การขายระบบเครือข่ายเป็นธุรกิจที่รายรับไม่ได้ขึ้นอยู่กับการชักจูงคนเข้าร่วมธุรกิจซึ่งการให้ผลตอบแทนจากจำนวนสมาชิกที่ท่านแนะนำ (ค่าแนะนำ) เข้าสู่บริษัทซึ่งเป็นการผิดทั้งจรรยาบรรณและกฎหมาย ในธุรกิจนี้ท่านจะได้รับผลตอบแทนก็ต่อเมื่อ ตัวท่าน และสมาชิกในเครือข่ายสามารถกระจายสินค้าได้เท่านั้น เมื่อเริ่มต้นทำแล้วอย่าเหลียวมองข้างหลัง ให้เวลากับตัวเองอย่างน้อย 1ปี เลือกสินค้าและบริษัทเพียงบริษัทเดียว เพราะยังไม่เคยมีใครประสบความสำเร็จจากการดำเนินธุรกิจกับหลายๆบริษัทในเวลาเดียวกัน ธุรกิจนี้มีรากฐานมาจากความเชื่อมั่นในตัวผลิตภัณฑ์ และผู้แนะนำ ถ้าท่านกำลังพยายามเหวี่ยงแห ท่านกำลังทำลายความน่าเชื่อถือของท่านเองและอายุงานในธุรกิจเครือข่ายของท่านก็จะสั้นลงไปด้วย
ระบบพีรามิดผิดกฎหมาย
หลายๆคน หลายๆหน่วยงานระบุว่าให้ระวังพีรามิดในการดำเนินธุรกิจขายตรงระบบเครือข่าย แต่ไม่มีใครออกมาอธิบายให้ชัดเจนว่าระบบดังกล่าวเป็นอย่างไร และแตกต่างจากระบบMLM อย่างไร ในบางกรณีผู้บริหารบริษัทMLMบางบริษัทเองก็ยังตอบคำถามนี้ได้ไม่ชัดเจน ระบบพีรามิด เป็นระบบฉ้อโกงในการทำรายได้ที่จำเป็นต้องมีผู้สมัครเข้าสู่ระบบดังกล่าว อย่างไม่มีวันสิ้นสุด จึงจะประสบความสำเร็จ เช่น นาย(ก) นำเงินจ่ายให้ผู้ที่แนะนำตนเข้าสู่ระบบ และแนะนำนาย(ข) จากนั้นนาย(ข) แนะนำนาย(ค) และก็จะได้รับเงินค่าแนะนำจากนาย(ค) ซึ่งแนะนำต่อไปเรื่อยๆ ส่วนรายได้จากแผนการตลาดจะมีการกำหนดจำนวนคนที่แนะนำเป็นจำนวนแน่นอน เช่น แนะนำ 10คน, 20คน กำหนดวันรับเงินค่าคอมมิชชั่นแน่นอน เช่น ทุกวันที่ 15 และ 30 ของเดือน การแนะนำเข้าสู่ธุรกิจไม่นิยมแนะนำผลิตภัณฑ์ จะชวนกันเรื่องแผนการตลาดเป็นส่วนใหญ่

กรรมวิธีของระบบพีรามิดจะซับซ้อน แต่เป็นขั้นเป็นตอนและพลิกแพลงไปเรื่อยเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมาย ขอยกตัวอย่างที่พื้นฐานที่สุด เพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจ ในระบบนี้ผู้แนะนำจะขอให้กลุ่มเป้าหมายจ่ายเงินค่าสมัคร (สมมุติว่า 500บาท) ในค่าสมัคร 500บาทนี้ ผู้แนะนำจะได้รับ 200บาทเป็นค่าแนะนำ เมื่อสมัครแล้วก็จะทำการแนะนำคนอีก 10คน เข้าสู่ระบบโดยจ่ายเงินค่าสมัครคนละ 500บาทเช่นกัน ผู้แนะนำจะได้รับเงินจากค่าสมัครที่แนะนำเข้าสู่ระบบ 200 X 10 = 2,000 บาท ในขณะที่เขาจ่าย 500บาท คิดแล้วมีกำไร 1,500บาท หากจะทำให้ทุกคนได้รับเงิน จะต้องมีสมาชิกใหม่เข้าสู่ระบบตลอดกาลซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ   ฉะนั้นในระบบพีรามิดนี้จะมีคนเป็นจำนวนน้อยที่ได้รับเงินปริมาณมาก ขณะที่คนส่วนใหญ่จะเสียเงินตามที่ได้ลงทุนไป การที่ระบบพีรามิดถูกกำหนดว่าผิดกฎหมายเพราะการที่จะให้ผู้สมัครจ่ายเงินได้นั้น ผู้แนะนำจะต้องบอกผู้สมัครผู้นั้นว่าจะได้รับผลตอบแทนสูงกว่าเงินลงทุน โดยเพียงแนะนำคนไม่ต้องขาย ไม่ต้องทำอะไร ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ระบบในลักษณะดังกล่าวจึงเข้าข่ายการหลอกลวง ระบบพีรามิดได้ถูกกำหนดว่าผิดกฎหมายเพราะวิธีการชักจูงคนเข้าสู่ระบบ และทำให้บุคคลนั้นแนะนำบุคคลอื่นเข้าสู่ระบบ ซึ่งที่จริงเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องทั้งแง่กฎหมายและคุณธรรม ระบบนี้ไม่ได้ผิดกฎหมายเพราะการให้เงินแก่บุคคลอื่นนั้นไม่ผิดกฎหมาย แต่ที่ระบบนี้ผิดกฎหมายเพราะเป็นระบบที่ทำให้คนเข้าใจผิดว่าจะสามารถได้รับผลตอบแทนโดยขอให้ผู้สมัครจ่ายเงินลงทุน ซึ่งตรงกับภาษากฎหมายว่า ฉ้อโกงโดยกระทำในลักษณะแยบยลต่างๆกัน
ธุรกิจไหนเป็นพีรามิดหรือไม่มีแบบกว้างๆให้พิจารณาได้ดังนี้

1.รายรับของสมาชิกต้องเกิดจากความสามารถในการกระจายสินค้าโดยตนเองและทีมงานเท่านั้น

2.สินค้านั้นจะต้องมีผู้บริโภคอย่างแท้จริงมิใช่ซื้อไปเพื่อหวังรายได้ตอบแทนแต่อย่างเดียว

3.บริษัทต้องไม่หวังทำกำไรจากค่าสมัครสมาชิกแต่ได้กำไรจากการจำหน่ายสินค้าเป็นหลัก
หัวใจของการตลาดระบบเครือข่าย คือ ผู้ขายจะต้องเคยใช้สินค้าชนิดนั้นมาแล้ว และเห็นว่าสินค้านั้นมีคุณประโยชน์จริงๆ จากนั้นจึงแนะนำสินค้าให้แก่ญาติมิตร โดยได้รับการแบ่งกำไรในการมีส่วนช่วยกระจายสินค้านั้นอย่างยุติธรรม อะไรก็ตามที่เข้าสู่ระบบ การนำเงินจากผู้สมัครใหม่ไปจ่ายให้แก่ผู้แนะนำโดยเงินนั้นมิได้มาจากการกระจายสินค้าเพื่อบริโภค แต่กลับกลายเป็นเงินลงทุนโดยหวังผลตอบแทนที่มากกว่าเดิม ให้เข้าใจว่าระบบนั้น คือ ระบบพีรามิดจำแลง หรือไม่ก็ จอมปลอม 

                             คิดเป็น รวย ป.4 รวยไม่ยาก เงินล้าน

คิดเป็น...รวยก่อน  จบ ป.4 ก็เป็นเศรษฐีได้


ผม หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาจากร้านหนังสือ แล้วกลับมาอ่านที่บ้าน พออ่านแล้ว รู้สึก “ทึ่ง” หนังสืออะไรเนี่ย อ่านแล้วจับใจมาก ยอดเยี่ยม ถือเป็นหนังสือที่ทรงคุณค่า น่าอ่าน เพราะหนังสือเล่มนี้เป็นคำตอบของการพลิกดวงได้เลย ใครทำอะไรไม่เคยรวย อย่าพึ่งโทษฟ้าดิน เอาหนังสือเล่มนี้ไปอ่านก่อน อ่านแล้วคิดไม่ได้ก็เรื่องของ...
อ่านชื่อเจ้าของหนังสือ “สมคิด ลวางผมร” ใครวะ ไม่รู้จัก แต่จะอะไรก็ช่าง พอได้เห็นชื่อคนเขียนอีกครั้ง เหมือนฟ้าผ่าลงมา คนเขียนคนนั้นชื่อ “พระพยอม กัลยาโณ” (คุณสมคิดเขียนแต่ข้อมูลทั้งหมดในเล่มเป็นของพระพยอม) ถือเป็นพระไอดอลของผมเลยทีเดียว พลิกไปอ่านที่หลังปก เจอคุณสมคิดเจ้าของหนังสือลงเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้ แล้วเขียนไว้ว่าแน่จริงโทรมาคุยกันสิ 
ผมมันคนขี้ปอด เลยโทรไปหา เมื่อได้ยินเสียงก็ขออนุญาตตรงๆเลยครับ “หนังสือของพี่ เป็นหนังสือดี ขอผมเอาเนื้อหาไปลงอินเตอร์เน็ต จะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่” และแน่นอน คำตอบของพี่เขาก็มาอยู่ตรงนี้แล้ว 
ท่านไม่ต้องซื้อ ท่านไม่ต้องเสียเงิย แต่ผมนั่งพิมพ์เป็นวันๆให้ท่านได้อ่านฟรี เชิญเข้ามาอ่านเถอะ ผมขอบอกว่าบทความนี้มันยอดเยี่ยมจริงๆ ไม่เชื่อลองอ่านคำเตือนของท่านสมคิดดูซะก่อน

 

คำเตือน

คนไทยที่จบ ป.4 แต่คิดเป็น ร่ำรวยเป็นเศรษฐี มีธุรกิจมูลค่านับล้านบาท
ถ้าคุณจบมากกว่า ป.4 คำว่าเศรษฐี
“มันน้อยไป”
อย่างคุณต้องระดับ อภิมหาเศรษฐี

คิดเป็น...รวยก่อน

ถ้าอย่างรู้ว่าคิดอย่างไรจึงจะรวย
คิดอย่างไร ถึงจะมีธุรกิจเป็นร้อย เป็นพันล้าน
รีบเปิดหนังสือเล่มนี้ (รีบมาอ่านเว็บนี้) และอ่านอย่างระมัดระวัง

ถ้าไม่อยากรวย ก็วางหนังสือเล่มนี้ไปซะ (ปิดเว็บนี้ไปซะ) แล้วหนีให้ห่างไปเลย

ผมเตือนคุณแล้ว

สมคิด ลวางผมร
(เจ้าของหนังสือที่ผมได้ขออนุญาตพี่เขาแล้วให้นำเนื้อหามาลงเว็บได้ ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)

 

 

 

ตอนที่ 1

 

คิดเป็น รวยก่อน โดย พระพยอม


คนจำนวนมากเข้าใจว่า คนจะรวยได้ต้องเรียนสูงๆ หรือต้องจบต่างประเทศ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ความจริงจบ ป.4 ก็เป็นเศรษฐีได้ 
ถ้าคิดเป็น...
คน ที่เรียนสูง คนที่จบจากต่างประเทศหรือแม้แต่ดอกเตอร์จำนวนมาก ปัจจุบันเป็นลูกจ้างอยู่ในบริษัทที่มีเจ้าของบริษัทไม่จบ ป.4 ก็มีไม่น้อย
ความรวย...
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวุฒิการศึกษา แต่มันขึ้นอยู่กับสมอง ความฉลาด ขึ้นอยู่กับความคิด 

ถ้าคิดเป็น จบ ป.4 ก็รวยได้

เขาบอกว่า “ถ้าอยากรวย...ต้องคิดให้เป็น”
ผู้คนก็พากันสงัสยว่า แล้วไอ้คิดเป็นเนี่ย มันคิดกันอย่างไร คนที่ร่ำรวยปัจจุบัน เขาคิดอย่างไรถึงรวย 

น่าสนใจมั้ย...โยม....? 

ถ้า สนใจเดินตามอาตมาไป อาตมาจะพาไปดู 108 วิธีที่จะนำท่านไปสู่ความร่ำรวย จะพาไปดูวิธีการคิดที่สร้างความร่ำรวยได้ในพริบตา แล้วทุกคนจะตกตะลึงว่า ไอ้ความรวยเนี่ย มันเกิดจากความคิดง่ายๆ วิธีการง่ายๆ ใครๆก็ทำได้
ไม่จำเป็นต้องรู้เยอะ 
ไม่จำเป็นต้องเรียนสูง
ไม่จำเป็นต้องจบดอกเตอร์ต่างประเทศ

แค่จบ ป.4 ก็รวยได้แล้ว

จบ ป.4 ก็เป็นเศรษฐีระดับแนวหน้าได้ ทันทีที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบ (อ่านเว็บของผมจบ) ทุกคนจะร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า “เราน่าจะรวยมาตั้งนานแล้ว” 

เรื่องง่ายๆแค่นี้ ทำไมเราคิดไม่เป็น อยากจะรวยหรือยัง เริ่มเลยดีมั้ย โยม


เปลี่ยนวิกฤต...ให้เป็นโอกาส...

หัวใจ เศรษฐีข้อแรกคือ ต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส คนที่จะรวยจะต้องคิดเสมอว่า วิกฤตของคนทั่วไป มันอาจจะคือโอกาสของเราก็ได้ เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่เจอวิกฤต เราต้องมานั่งคิดว่า ในวิกฤตินั้น มีโอกาสอะไรให้เราบ้าง ถ้าคุณหาเจอความรวยก็จะวิ่งมาหาคุณ เพราะโดยปรกติ คนเราส่วนใหญ่พอเจอวิกฤติในชีวิตเข้าก็นั่งกลุ้ม ไอ้เราพอไปเห็นเข้าก็เลยพลอยกลุ้มกับมันไปด้วย
เหมือนกับว่าเรื่องนั้นมันกำลังเกิดขึ้นกับเราเช่นกัน 
เพราะอะไรหละ...โยม
เพราะอะไร...เราจึงกลุ้ม...
เพราะเราคิดเหมือนเขา พอเขากลุ้มเราก็เลยกลุ้มไปด้วย
คน จะรวยต้องคิดเป็น คนที่คิดเป็น จะต้องคิดให้แตกต่างจากคนอื่น อาตมาจะลองฉายภาพให้เห็นกันชัดๆ สักภาพหนึ่ง แล้วโยมจะบอกว่า การเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ไม่ใช่เรื่องยาก 

คิดต่างกัน...จึงรวยต่างกัน...

เมื่อ ตอนเกิดสงครามโลก ทุกคนตกอกตกใจ ร้องห่มร้องไห้ วิตกกังวล หวาดกลัว ขนลูกขนเต้า แก้วแหวนเงินทอง ทรัพย์สมบัติมีค่าหนีภัยสงครามกันหัวซุกหัวซุน 
คนไทยทั้งประเทศนั่งคอตกกลุ้มกับสงคราม
ทุกคนมองว่าสงครามเป็นวิกฤติ 
มี คนจีนกลุ่มหนึ่ง ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในปะรเทศไทย คนกลุ่มนี้คิดไม่เหมือนคนไทย พอเกิดสงครามปุ๊ป เขามานั่งสุมหัวกันเลย ช่วยกันคิด เขาคิดว่าเขาจะหาโอกาสจากสงครามได้อย่างไร
พอสงครามจบปุ๊ป 
คน ไทยเจอพิษสงคราม สิ้นเนื้อประดาตัวไปตามๆกัน แต่คนจีน...รวย...เป็นมหาเศรษฐีกันถ้วนหน้า เพราะในขณะที่คนไทยหนีสงครามกันหัวซุกหัวซน คนจีนขนเอาสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพเข้ามาขาย คนไทยก็แห่กันซื้อ และต้องซื้อราคาแพงกว่าปรกติหลายเท่าตัว
คนจีนกลุ่มที่ว่านี้ ปัจจุบันเป็นเจ้าของกิจการที่ร่ำรวยและใหญ่โตที่สุดในประเทศไทยหลายบริษัท หลายคนตายไปแล้ว ทิ้งอภิมหาทรัพย์สมบัติมรดกความร่ำรวยเอาไว้ให้ ชนิดที่ใช้กัน 7 ชั่วโครตก็ยังไม่หมด 

เห็นภาพไหม โยม???

ทุกคนอยู่ในสงครามเดียวกัน
คนไทยมองว่าสงครามเป็นวิกฤติ 
แต่คนจีนมองว่าสงครามคือโอกาส

แค่คิดต่างกันนิดเดียว รวยต่างกันมหาศาลเลย 

เพราะฉะนั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ต้องคิดอยู่เสมอว่า วิกฤตของคนอื่น...อาจจะเป็นโอกาสของเราก็ได้...

อย่าคิดเหมือนใคร ต้องคิดให้แตกต่าง ต้องคิดให้เป็น เพราะคนคิดเป็น...จะรวยก่อนเสมอ

จบตอนที่ 1

 

 

 

อ่านทั้งหมดได้ ที่

edit @ 25 Nov 2009 02:23:16 by Rena ริล

7 วิธีในการรวยทางลัด

posted on 07 Nov 2009 01:40 by missyourkiss  in Beauty-Secret
“ เส้นทางรวยทางลัด.....ทำไม่อยากเลย” 
มี เจ็ด วิธี....ที่จะทำให้ชีวิตพบกับความสำเร็จ” 

หากต้องการเปลี่ยนแปลงตนเอง ให้ประสบความสำเร็จจะต้องลุกขึ้นสู้ใหม่และก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง หากผู้ใดยอมแพ้ ชีวิตจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ หรืออาจจะถอยหลังลงเรื่อยๆ ฉะนั้น ชีวิตของเราจึงต้องมีจุดหมายปลายทาง มีความหวัง และมีความทะเยอทะยานอยู่เสมอ 
ต่อไปนี้เป็น 7 วิธีที่จะทำให้ชีวิตของเราพบกับความสำเร็จ 
1. ต้องคิดในแง่บวก คิดว่าทุกอย่างต้องทำได้ ลบความคิดว่า “เป็นไปไม่ได้” ออไปจากจิตใจ 
2. ต้องตั้งเป้าหมายในการทำงานไว้อย่างแน่นอน และทำตามเป้าหมายที่วางให้สำเร็จ หากไม่สามารถทำได้ก็อย่าหยุดความตั้งใจ ให้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ให้เหมาะสม 
3. ต้องวางแผนปฏิบัติเป็นขั้นตอน เริ่มทำจากสิ่งง่ายๆหรือเล็กๆ แล้วจึงขยับขยายไต่เต้าขึ้นไปทีละขั้นๆ เพื่อให้มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งมั่นคง 
4. ต้องพร้อมเสมอที่จะรับมือกับปัญหาและอุปสรรค ที่อาจเกิดขื้นได้ตลอดเวลาโดยไม่กลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง 
5. ต้องกล้าคิด กล้าวางแผน และกล้าลงมือปฏิบัติก่อนที่ผู้อื่นจะชิงลงมือเสียก่อน 
6. ต้องพร้อมเสมอที่จะเสียสละ เพื่อแลกกับความสำเร็จในวันข้างหน้า 
7. อย่าหยุดแค่ความสำเร็จสูงสุดของวันนี้ ให้สร้างเป้าหมายใหม่ที่สูงขื้นเรื่อยๆ และมุ่งมั่นทำเป้าหมายนั้นต่อไป เพื่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าในอนาคต 

ทั้ง 7.วิธีนี้ ที่ทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตนี้จะต้องมุ่งมั่นทำให้ได้ ดังนั้น ขอให้ปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานใหม่เพื่อความสำเร็จที่รออยู่ข้างหน้า เพราะ ชีวิตเป็นของท่าน ท่านเป็นผู้กำหนดเอง 

edit @ 25 Nov 2009 02:22:57 by Rena ริล

รอบรู้เรื่องโบทอกส์

posted on 06 Nov 2009 03:17 by missyourkiss  in Beauty-Secret

      

โบทอกส์ ความสวยชั่วคราวที่ต้องเสี่ยง

โบทอกส์คืออะไร 

โบทอกส์ (Botox®) เป็นชื่อการค้าของสารชีวภาพ โบตูลินุ่มทอกซิน (Botulinum toxin) เป็นสารพิษของเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง (Clostridium botulinum) ซึ่งก่อให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษหากปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่รับประทานเข้าไป 

แบคทีเรียชนิดนี้จะสร้างสารพิษที่สามารถทำลายปลายประสาทในกล้ามเนื้อ มีผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและไม่ทำงานในที่สุด ทางการแพทย์ได้มีการคิดค้นนำผลเสียดังกล่าวมาเป็นยาในการรักษาอาการเกร็งของกล้ามเนื้อในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อให้กล้ามเนื้อส่วนที่เกร็งผ่อนคลายลง เช่น กล้ามเนื้อเกร็งบริเวณต้นคอทำให้ปวดต้นคอมาก บริเวณใบหน้าซึ่งกล้ามเนื้อเกร็งก่อให้เกิดอาการบูดเบี้ยวครึ่งซีก (hemifacial spasm) 

โบทอกส์ยังมีประโยชน์ทางการแพทย์ใช้ยับยั้งเหงื่อที่ออกมามากผิดปกติ (hyperhidrosis) ที่บริเวณใต้วงแขนและฝ่ามืออย่างเห็นผล อย่างไรก็ตามหากปนเปื้อนในอาหาร ผู้ที่ได้รับสารพิษชนิดนี้เข้าไปกับอาหารก็จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงทั่วร่างกายได้ อันตรายอาจถึงตายได้เพราะอาจมีผลทำให้กล้ามเนื้อบริเวณทรวงอกอ่อนแรงไม่สามารถควบคุมการหายใจได้ 

โบทอกส์กับการแต่งสวย 

โบตูลินุ่ม ทอกซิน ได้ถูกนักวิทยาศาสตร์นำมาทำให้บริสุทธิ์ นอกจากใช้เป็นยารักษาโรค แล้วยังมีการนำมาใช้ประโยชน์ทางอ้อมโดยนำมาฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณหน้าผาก หางตา ร่องแก้ม มุมปาก ปลายคาง เพื่อลดเลือนริ้วรอยเ****่ยวย่นบนหน้าฝาก และรอยตีน หลักการคือสารโบทอกส์จะถูกฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณที่ต้องการ ภายในระยะเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ กล้ามเนื้อใต้ผิวหนังบริเวณดังกล่าวจะคลายตัว อาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อผิวที่ทำให้เกิดร่องและริ้วรอยจะผ่อนคลาย ทำให้ร่องที่ลึกจางลง และริ้วรอยลดลง แพทย์ผิวหนังจะเป็นผู้ประเมินขนาดของยาว่าต้องฉีดในปริมาณมากน้อยเพียงใด ฉีดกี่เข็มจึงจะเห็นผล ผลที่ได้รับโดยทั่วไปจะอยู่ได้นานประมาณ 3-4 เดือน และหากยังต้องการผลต่อเนื่องอีก ก็ต้องกลับไปให้แพทย์ฉีดใหม่อีกทุก ๆ 3-4 เดือน ค่าใช้จ่ายต่อครั้งรวมค่ายาค่าแพทย์ประมาณ 25,000 - 30,000 บาทเป็นอย่างน้อย ถ้าริ้วรอยมาก ต้องฉีดยามาก ค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้น 

ความเสี่ยงหรืออันตรายจากการฉีดโบทอกส์ 

อยู่ตรงที่อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น บางคนอาจมีไข้และปวดศีรษะอยู่หลายสัปดาห์ เกิดอาการฟกช้ำบริเวณเข็มฉีดยา อาการหนังตาตก (ptosis) อันเกิดเนื่องจากสารพิษโบตูลินุ่มทอกซินแทรกซึมเข้าสู่กล้ามเนื้อบริเวณเปลือกตาบน บางคนเกิดภาพซ้อนในการมอง ตาแห้ง บางคนอาจมีผลเพียง 3-4 วันแรก แต่บางรายก็อาจมีอาการหนังตาตกอยู่นานได้ ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์และแม่ลูกอ่อนที่อยู่ระหว่างการให้นมบุตร ไม่ควรฉีดโบทอกส์ รวมทั้งคนป่วยที่มีอาการเกี่ยวข้องกับระบบปลายประสาทอักเสบต่าง ๆ และคนป่วยที่ได้รับยารักษาโรคบางชนิดซึ่งอาจมีผลทำให้อาการข้างเคียงรุนแรงมากขึ้น 

บางรายการฉีดโบทอกส์ก็อาจไม่ได้ผลตามที่ต้องการ และอาจต้องฉีดซ้ำ 2-3 ครั้ง แม้ว่าจะมีรายงานทางการแพทย์ว่าการฉีดโบทอกส์จะค่อนข้างปลอดภัยเพราะเป็นการฉีดเฉพาะที่ก็ตาม แต่ความเสี่ยงในการเกิดอาการข้างเคียงขั้นอ่อนจนถึงรุนแรงมากก็มีอยู่ในรายงานทางการแพทย์ไม่น้อยเพราะความสมบูรณ์ของร่างกายแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน หากผิวหน้าสวยเพียงชั่วคราว แต่ต้องเดินหนังตาตกหรือมีปัญหาอื่นแทรกซ้อนตามมา คงไม่ค่อยเข้าท่า สู้สวยแบบมั่นใจตามวัยที่เหมาะสมโดยไม่ต้องเสี่ยงจะสบายใจและไม่เสียเงินดีกว่านะคะ 

edit @ 6 Nov 2009 03:17:47 by Rena ริล

edit @ 25 Nov 2009 02:22:48 by Rena ริล